RSS
Showing posts with label breakout. Show all posts
Showing posts with label breakout. Show all posts

RSI VS Stochastic


ที่ Babypips นาย Proximus มาตั้งกระทู้ถามเรื่อง RSI กับ Stochastic เขาบอกว่าเขาได้ทดลองใช้ Stochastic มาระยะหนึ่งแล้วสำหรับเขาแล้วมันได้ผลมาก ๆ เลยผมเทรดได้ตั้ง 7 ใน 10 ครั้งแนะ แต่ผมก็ได้ยินมาว่ามีอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่คล้าย ๆ กันนั่นคือ RSI แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ลองใช้มันสักที นอกจากนี้ผมยังเห็นว่ากรอบ over ของ RSI มันต่างจาก Stochastic แค่ 10 เอง Stochastic ใช้ 80 20 แต่ RSI ใช้ 70 30 ผมไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยทำให้ RSI มันวิ่งสมูธขึ้นหรือทำให้สัญญาณกลับตัวมันช้าลงกันแน่ ผมเลยมาตั้งกระทู้นี้เพราะอยากได้ข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับอินดิเค เตอร์ 2 ตัวนี้ว่าอันไหนดีกว่ากันอันไหนแม่นกว่ากันเพราะมันทั้งคู่ใกล้เคียงกันมาก ระหว่างให้สัญญาณที่เร็วแต่มีโฮกาสหลอกบ่อย กับ วิ่งช้าลงสักหน่อยแต่มั่นใจมากขึ้น อันไหนดีกว่ากันครับ


คุณ TheDayTrader เข้ามาตอบว่า ทั้ง Stochastic และ RSI เป็น Indicator ประเภทเดียวกันคือใช้วัดการแกว่งของราคาเหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะต่างกัน เพียงนิดเดียวก็ตามแต่มันก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กันอยู่ผมแนะนำให้เลือกใช้เพียงตัวเดียวพอ แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจก็ลองใช้ทั้งคู่ไปก่อนก็ได้แล้วดูว่าตัวไหนเหมาะกับ วิธีเทรดของคุณมากที่สุด พยายามปรับมันให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณแต่อย่าลืมว่าการตั้งค่าของอิน ดิเคเตอร์พวกนี้มันจะเปลี่ยนไปตามการเลือก Time Frame ที่เทรดด้วยหากเปลี่ยน Time Frame ที่ดูกราฟก็อาจจะต้องปรับค่ามันใหม่ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวแล้วผมชอบใช้ Stochastic ตั้งค่าไว้ที่ 8 3 3 ที่สุดแต่ถ้าคถณอยากได้ Stochastic กับ RSI รวมกันแล้วละก็ผมแนะนำ อินดิเคเตอร์ที่ชื่อ DT Oscillator นะ


คุณ GRIX FX ตอบว่า ส่วนตัวแล้วผมชอบ Stochastic มากกว่านะเพราะมันเห็นภาพเวลาที่อินดิเคเตอร์ขึ้นไปชนเส้นได้ดีกว่า RSI ทำให้ผมสามารถกะ divergence ได้ดีกว่า


คุณ จขกท. หลังจากหายไปสักพักก็เข้ามาตอบว่า ดูเหมือนว่าคนใส่วนใหญ่ในกระทู้จะชอบ Stochastic มากกว่านะแล้วถ้าผมตั้งค่าเป็น 15 3 3 ละ มันจะทำให้ Stochastic สมูธขึ้นไหมและช่วยลดการ false breakout ได้มากขึ้นรึเปล่า


คุณ TheDayTrader เจ้าเก่าก็เข้ามาตอบว่า คำตอบของคำถามข้อนี้ของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเทรดที่คุณใช้และ Time Frame ที่คุณเทรด ลองใช้วิธีนี้ดูสิครับ เอา Horizontal Line มาร์คจุด swing high, low ไว้หลังจากนั้นก็ลองปรับค่าของ สโต ของคุณให้มันใกล้เคียงกับจุดสวิงเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะ จุดสวิงเหล่านี้มันจะหลายเป็นเหมือน Overbought/Oversold ไปอัตโนมัติเลยเมื่อเส้นใน สโต มันตัดกันตรง Overbought/Oversold มันก็จะหลายเป็นสัญญาณกลับตัวที่น่าเชื่อถือไปโดยอัตโนมัติ


จขกท. ก็กลับมาตอบว่า ผมเห็นด้วยครับแต่ใน Time Frame เล็ก ๆ อาจจะต้องใช้ค่า 8 3 3 เพราะยิ่ง Time Frame เล็กเท่าไหร่ ความมั่วขงอินดิเคเตอร์ก็จะเพิ่มมากขึ้น ดูเหมือนว่าผมคงจะต้องตั้งค่า สโต ใน 1 ชั่วโมงและดูใน 15 นาทีไปด้วยหากเป็นไปตามที่คิด 15 นาทีน่าจะช่วยบอกสัญญาณกลับตัวให้กับ 1 ชั่วโมงได้ดังนั้นมันจึงจำเป้นมากที่จะต้องมองกราฟมากกว่า 1 Time Frame ขึ้นไป


นาย TheDayTrader ตอบว่า ใช่ครับการเทรดของผมก็อาศัยการดู Time Frame หลาย ๆ ตัวดูพร้อมกันเหมือนกันเช่นผมดู daily 4H 1H 15M ทุกการวิเคราะห์จะต้องตรงกันและจะเข้าเทรดใน TF 15 นาที


นาย wizard56 เข้ามาตอบว่า ความเห็นส่วนตัวนะครับผมว่า Stochastic จะวิ่งเร็วกว่า RSI เวลาที่ราคาเริ่มมีการเคลื่อนตัวแต่นั่นก็ทำให้ สโต มีข้อเสียคือมักจะให้สัญญาณหลอกบ่อย ๆ แต่ RSI ถึงจะช้าไปหน่อยแต่จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือกว่าดังนั้นผมเลยชอบ stochastic มากกว่าครับ


เป็น เรื่องที่ถกถึยงกันมานานเหมือนกันเรื่องหนึ่งระหว่าง Stochastic กับ RSI ว่าอะไรดีกว่ากัน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า RSI ดีกว่าแต่พักหลัง ๆ มานี่ผมว่าแล้วแต่สไตล์การเทรดและกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคนมากกว่า ใครที่ชอบ scalp ผมก็แนะนำว่า Stochastic จะเป็นคำตอบที่ดีกว่าแต่ใครที่ชอบเทรดเป็นวัน ๆไปหรือเก็บเป็นสวิงไปการใช้ RSI ก็น่าจะเหมาะกว่าสำหรับเทรดเดอร์คนนั้นการเอาอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator หรือวัดการแกว่งไปปรับค่าในมันสมูธขึ้นเพื่อลดสัญญาณหลอกของมันไม่ได้ช่วย อะไรนอกจากจะทำให้การอ่านค่าที่ปกติก็ช้ากว่าราคาอยู่แล้วมันช้าลงไปอีก และ การเอามันไปปรับให้เร็วขึ้นเพื่อหาสัญญาณเข้าที่ทันกราฟละก็ไม่มีทางเป็นไป ได้ครับเพราะอินดิเคเตอร์คำนวณออกมาจากกราฟดังนั้นกราฟต้องวิ่งก่อนมันถึงจะ คำนวณได้ครับ สรุปคือค่ามาตรฐานที่เค้าให้มาตั้งแต่แรกนั้นดีที่สุดแล้วครับ ส่วนตัวแล้วผมว่า Stochastic จะเหมาะกับ TF 1 นาที – 15 นาที เท่านั้นมันไม่เหมาะที่จะนำไปวิเคราะห์เทรนที่เป็นภาพใหญ่ ๆ วิ่งช้า ๆ อันนั้นเนี่ยถ้าใช้เป็น RSI หรือ MACD ไปเลยจะให้ผลที่ดีกว่าเพราะ Day Trader อย่างเรา ๆ คงจะไม่หาจังหวะเข้าจาก Time Frame ใหญ่ ๆ อย่าง Daily ใช่ไหมครับ


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/rsi-vs-stochastic/?/

Volume ในตลาด Forex

การใช้ประโยชน์จาก Volume ในตลาด Forex

พูดถึง Volume ทุกคนรู้ว่ามันคือ ตัวชี้วัด "ปริมาณการซื้อขาย" นั่นเอง แต่เทรดเดอร์ไม่มากนักในตลาด Forex ที่รู้จักการใช้ Volume Indicator อาจเป็นเพราะเขาคิดว่ามันไม่ได้บอกสัญญาณที่สำคัญอะไรก็เลยไม่เอามันออกมา ใช้ วันนี้เราจะมาคุยเรื่องของเจ้า Volume นี้กันว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ถ้าคุณใช้เป็นและรู้ว่าจะใช้งานมันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ในตลาด Forex เจ้า Volume นี้อาจทำให้พอร์ตคุณโตขึ้นก็ได้

แล้วเราจะไปหาเจ้า Volume Indicator มาจากไหนล่ะ ? อันที่จริง MT 4 มี Volume เป็น Indicators พื้นฐานมาให้เราแล้ว แค่คุณคลิ๊กขวาที่ที่กราฟ แล้วกด "Ctrl+L" ก็มีมี Volume ขี้นมาที่กราฟของคุณ หรือถ้าอยากจะได้ Volume ที่แยกออกมาจากกราฟ คุณก็ทำได้โดยการ เข้าไปที่ Menu ด้านบน เลือก Insert > Indicators > Volume>  หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างตั้งค่าของ Volume ขึ้นมา ให้เราเข้าไปที่ Visualization แล้ว เลือกที่ช่อง Show in data window แค่นี้คุณก็จะได้ Volume ที่มี สองสี แยกออกมาจากหน้าต่างหลัก ดูง่าย อยากได้สีอะไร เส้นหนาบางแค่ไหนคุณก็ปรับแต่เอาได้ตามสบายเลยค่ะ

เมื่อทำตามขั้นตอนแล้ว กราฟของเราจะเป็นดังภาพตัวอย่าง


ทำไมเทรดเดอร์ในตลาด Forex ถึงไม่ให้ความสำคัญกับ Volume Indicator ?
อัน ที่จริงแล้ว เจ้า Forex volume indicators นั้นไม่ได้แสดงปริมาณการซื้อขายจริง คือมันไม่ได้แสดงถึงจำนวนเงินเข้ามาในตลาดโดยตรง เพราะตลาด Forex  เป็น Over the counter market  ที่มีปริมาณการซื้อขายที่มหาศาล ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะติดตามปริมาณที่แท้จริงของปริมาณเงินที่เข้ามา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เทรดเดอร์หลายคนเชื่อว่า Forex Indicator volume ไม่แสดงการไหลของเงินจริงจึงไม่ใช้มัน

การอ่าน Volume สามารถ

ยืน ยันได้ถึงเทรนที่แข็งแรง หรือ เตือนเราว่าเมื่อไหร่ที่เทรนกำลังอ่อนแอ Volume ที่เพิ่มขึ้น จะบอกได้ว่าเทรนนั้นมีความแข็งแกร่ง และเมื่อ Volume ลดลง ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า เทรนที่กำลังเป็นอยู่นั้น กำลังหมดแรงและอาจใกล้ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนเทรนแล้ว

โวลุ่มที่สูง (พรวดพลาด) หลังจากที่โวลุ่มอ่อนค่าลงไป มักจะเป็นสัญญาณว่าเทรนกำลังจะเปลี่ยนไป จุดที่น่าทำการซื้อขายที่สุด ให้สังเกตเมื่อมีปริมาณการซื้อขายสูงๆ ที่บริเวณแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ปริมาณการซื้อขายนี้ สามารช่วยตรวจสอบได้ถึงการ Breakout ของราคา ว่าจริงหรือหลอก


การอ่านค่า Volume Indicator ที่มากับ MT4
แท่ง สีเขียวแสดงถึงปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าแท่งก่อนหน้า และสีแดง แสดงถึงปริมาณการซื้อขายที่ลดลงมากกว่าแท่งก่อนหน้า อย่าเข้าใจผิดว่าสีเขียวแสดงถึงปริมาณการซื้อที่เยอะกว่า และสีแดงแสดงถึงปริมาณการขายที่เยอะกว่านะคะ


การอ่านสัญญาณจากปริมาณการซื้อขาย
ก่อน อื่นจงจำไว้ว่า ไม่ควรใช้ Volume เพื่อวัดปริมาณการซื้อขายใน Timeframe เล็กกว่า H1 เพราะสัญญาณที่ได้จะน้อยมากและมีสัญญาณรบกวนจากตลาดมากเกินไป และมันยังยากที่จะตรวจสอบได้ถึงสภาวะที่แท้จริงในช่วงระยะเวลาที่สั้นเกินไป ดังนั้น ควรใช้ Volume ใน TF ที่มีขนาดใหญ่ (H1, H4, D, W) เพื่อให้ Volume เก็บรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น

Volume กับ Candle Stick
Volume บอกเราได้ถึงการต่อสู้เทรน แท่งVolume ที่ดีจะบอกเราได้ว่าใครชนะระหว่าง "หมี & กระทิง" อย่างไรก็ตาม  ถ้า Volume มีปริมาณมาก แต่ราคายังไม่ไปไหนเลย ก็เป็นสัญญาณ "อันตราย" เตือนได้ว่าตอนนี้ หมีกับกระทิงกำลังสู้กันอย่างหนัก เดี๋ยวพอได้ผู้ชนะ ราคาก็จะไปทางนั้น

แท่งราคายาว & Volume มาก = Trend  นั่นคือ ราคาจะยังคงเป็นเทรนเดิมต่อไป
แท่ง ราคายาว & Volume น้อย = Fake นั่นคือ สัญญาณหลอก ถ้าแท่งเป็นขาขึ้นก็ขึ้นไม่นาน ถ้าลง ก็ลงไม่นาน อาจเป็นสัญญาณ fail Break out  ถ้าเกิดบริเวณแนวรับแนวต้าน
แท่งราคาสั้น & Volume น้อย = Weak บอกได้ถึง เทรนนั้นกำลังอ่อนแอ ให้เตรียมตัวปิดเก็บกำไรได้
แท่ง ราคาสั้น & Volume มาก = Squat คือสัญญาณว่ามันกำลังเตรียมตัวพุ่งไปทางใดทางหนึ่ง หลังจากหมีกับกระทิงตีกันเสร็จ ใครชนะราคาก็จะพุ่งไปทางนั้น

Volume กับ Divergence

จาก ประสบการณ์ของตัวเองในตลาด Forex พบกว่ายังมีเทรดเดอร์บางกลุ่ม (รวมทั้งตัวเราด้วย) ได้ใช้ประโยชน์จากการดู Volume กับ Divergence ในการอ่านและคอนเฟิร์มรูปแบบ Chart Pattern ต่างๆด้วย โดยที่เราสามารถดู Divergence ได้จาก Oscillator ที่แตกต่างกัน ที่เรานิยมใช้กันมากก็มี RSI , Stochastic และ MACD  เราจะยืนยันว่า Divergence นั้นเป็นจริงได้จากการที่ Volume การซื้อขายลดลงในระหว่างการเกิด Divergence นั้น ถ้าคุณยังไม่รู้จักวิธีการดู Divergence ก็เข้าไปศึกษากันได้ที่
Divergence and Convergence Trading

ตัวอย่างการยืนยัน Divergence ของ Volume


นี่ คือการอ่านค่า Volume Indicator แบบพื้นฐาน สำหรับ ตลาด Forex  อ่านง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิดใช่มั้ยล่ะคะ ลองเอาไปทดลองใช้กันดูนะคะ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะชอบมันก็ได้

 ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/volume-forex/?/

Time Frame ไหนดีนะที่เหมาะกับเรา?

คุณ dvc11 เข้ามาตั้งกระทู้ว่า เขาอยากรู้จังเลยว่าคนส่วนใหญ่เทรดที่ Time Frame เท่าไหร่กันบ้าง และ ทำไมถึงเทรดที่ Time Frame นั้น ไม่ว่าจะเป็น 1 นาที 2 นาที 5 นาที 15 นาที 20 นาที 30 นาที 1 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง แบบรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน อะไรก็ได้ รับฟังหมด (ปล.บางโบรกเกอร์ที่ไม่ได้ใช้ Platform ของ MT4 อาจจะมี 2 นาที 10 นาที 2 ชั่วโมงให้เลือกดูได้ครับซึ่ง MT4 ปกติจะไม่มี)


ใน ช่วงแรกของกระทู้นี้มีคนเข้ามาเถียงกันนิดหน่อยระหว่างคุณ The redlion กับ Scotty B ซึ่งผมมองว่าไม่ได้มีสาระอะไรมากเลยขอข้ามช่วงแรกไปนะครับ ถ้าใครสนใจว่าเค้าเถียง
อะไรก็ตามไปอ่านที่กระทู้จริงได้

คุณ Ipndasno เข้ามาตอบว่า มันขึ้นอยู่กับคุณว่าคุณอยากเห็น “ความละเอียด” ของราคามากแค่ไหน แต่สำหรับเขาแล้วเขาให้ความสนใจกับ “ระยะของแท่งเทียนจากจุดสูงสุดของแท่งถึงจุดต่ำสุดของแท่งเทียน” มากกว่า เพราะมันคือแนวรับแนวต้านดี ๆ นี่เอง


คุณ Rob Mondave เข้ามาตอบว่าสำหรับเขาแล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับ Daily Time Frame มากกว่าสำหรับ Forex และ Time Frame อื่น ๆ ในหุ้นตัวอื่น (เหมือนเค้าจะเทรดS&P500 Futures ด้วย) เพราะเขาชอบเทรดแบบยาว ๆ มากกว่า


คุณ deltatrade บอกว่า เขาชอบเทรดที่ Time Frame 2 ชั่วโมง (2H) ด้วยเรื่องของ Spread และความยืดหยุ่นของราคาจะต่ำมากพอจนเขารู้สึกว่าได้เปรียบ เพราะเขาเทรดตั้ง
10 คู่แหนะ


คุณ babwilliams เข้ามาพูดว่า พวกสถาบันการเงินใหญ่ ๆ มักจะเทรดใน Time Frame ใหญ่ ๆ อย่าง Daily ขึ้นไปด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขามีกำลังซื้อขายในตลาดสูงมาก เขาจึงไม่
จำเป็นต้องมาสนใจใน Time Frame เล็ก ๆ นั่นเอง
คุณ Vmpwraith เข้ามาให้ความเห็นว่า เขาดูอยู่ 4 Time Frame นะคือ 15M 1H 4H และ Daily เขาจะเทรดจาก Time Frame 15M เพราะเขารู้สึกว่า Time Frame นี้โอเคส
ำหรับเขา เขาสามารถใช้ 15M ในการยืนยันเรื่องของเทรนได้ด้วย


คุณ Pipwrangler เสนอวิธีเทรดของเขาว่า อย่างเขาเนี่ยชอบดู Time Frame ใหญ่ ๆ อย่าง 1H ขึ้นไปเลยนะเพราะมันใช้วิเคราะห์แนวโน้มได้ดี แต่เวลาเข้าเขาจะมาเข้าใน Time
Frame 30M 15M หรือแม้กระทั่ง 5M เมื่อเค้าเห็นว่าราคาเป็นเทรนยาว ๆ เค้าจะไปดูราคาใน 4H หากราคาเป็นสวิงนิด ๆ เขาก็จะมาดูใน 1H วิธีคิดง่าย ๆ สำหรับเขาคือ เขาเทรดใน
Time Frame ที่เขามองว่าอ่านง่ายที่สุด ณ ขณะนั้น

คุณ forexpoor บอกว่า Time Frame ใหญ่ ๆ เหมาะสำหรับคนที่ใจเย็นและคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าอยู่หน้าจอ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะลองเทรดทั้ง Time Frame ที่เล็ก ๆ หรือใหญ่ก็ดีนะ
และหา Time Frame ที่เหมาะสมกับคุณน่าจะเป็นอะไรที่ดีที่สุด
คุณ The Saint ตอบว่า ส่วนตัวแล้วเขาชอบเทรดในช่วงที่ตลาดปิดแท่งของวัน (Daily Time Frame) และเทรดใน Time Frame เล็ก ๆ ในแต่ละวันด้วย เขามักจะชอบดูราคาตอน
ปิดแท่ง Daily และชอบมาหาสัญญาณเข้าในกราฟ 1H แต่วันไหนที่กราฟเป็นสวิงเยอะ ๆ เขาก็จะมาหาจุดเข้าในกราฟ 1H 15M หรือ 5M ขึ้นอยู่กับสภาพของตลาด ณ ขณะนั้น


คุณ Sywa ให้ความเห็นว่า อย่างของเขาเนี่ยต้อง Time Frame 30 นาทีเลยโอเคที่สุดสำหรับเขา ถามว่าทำไมนะหรอ? เขาคิดว่า Time Frame ที่เล็กกว่านั้นมันหลอกตาเขามากเกิน
ไปและ 1H ก็ดูจะนานเกินไปสำหรับเขา ดังนั้น 30 นาทีนี่ละ เจ๋งที่สุดแล้ว

คุณ hedging เสนอว่า อย่างของเขาเนี่ย เขาชอบเทรดสวิงใน Time Frame daily นะ ถึงแม้ว่าโอกาสเข้าจะได้แค่ 6-8 ครั้งต่อเดือน แต่เวลาปล่อยยาวทีก็สามารถทำได้ถึง 400-
500 pips สบาย ๆ ถึงแม้จะโดนลากหน่อยแต่อย่างน้อยสุดก็ได้ 80-120 pips กลับมาแน่นอน (โบรกเกอร์ 4 ตำแหน่งนะครับที่เขาพูดถึง)


คุณ Slow Burn ช่วยตอบว่า เขาเทรดใน 1H นะเพราะชอบมี False Breakout ให้เขาเห็นและเข้าตามได้บ่อย ๆ แต่ถ้าวันไหนตลาดสวิงเยอะ ๆ เขาก็จะลงมาดูกราฟที่ 15 นาที


คุณ Vitez บอกว่า เขาใช้แค่ 2 Time Frames เองคือ 1H กับ Daily เพราะเขากลัวว่าตัวเองจะวิเคราะห์มากเกินไปใน Time Frame เล็ก ๆ หากวันไหนไม่พอใจกับกราฟ daily ก็
จะลงมาดู 1H น้อยครั้งที่เขาจะมาดู 15M บ้างยกเว้นเวลา Strong Move Breakout แรง ๆ นะ


จาก บทความนี้เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเทรดเดอร์แต่ละคนมีการเลือกใช้ Time Frame ที่ต่างกันออกไปตามวิธีการเทรดและนิสัยของแต่ละคน การเลือก Time Frame ในการ
เทรดให้เหมาะสมกับตัวเองส่วนตัวแล้ว ต้องใช้เวลาหน่อยนะครับกว่าเราจะเจอ Time Frame ที่ถูกใจ เพราะในช่วงแรก ๆ ของการเริ่มเทรด จะมีสิ่งล่อตาล่อใจมากมายให้ผู้เทรดหน้า
ใหม่ได้ลองเล่น ซึ่งของเล่นเหล่านั้นก็จะมีกติกาหรือวิธีการเล่นซึ่งรวมไปถึง Time Frame ที่ต่างกันออกไปด้วย ทำให้ผู้เทรดไม่แน่ใจว่าที่จริงแล้วตัวเองชอบ Time Frame ไหนกันแน่

วิธีการเลือก Time Frame ของผมคือให้คุณลองสังเกตตัวเองก่อนเลยว่า ตัวเองนิสัยยังไง ใจร้อน ใจเย็น รอลากได้ไหม หรือ สวิงเดียวก็หนีแล้ว เมื่อเราเข้าใจตัวเองแล้วก็ต้องดูเวลา
ของ คุณด้วยว่า คุณมีเวลาอยู่กับกราฟนานแค่ไหน ถ้าคุณเป็นคนทำงานไปด้วยเทรดไปด้วย Time Frame  สูง ๆ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว หรือ ถ้าคุณเฟี๊ยวชอบความเสี่ยง ชอบความ
รวด เร็ว การเทรดใน Time Frame  เล็ก ๆ อาจจะเป็นคำตอบของคุณ เท่านี้เราก็จะสามารถเลือก Time Frame ที่เหมาะสมได้ครับ อย่างผมเองก็เปลี่ยน Time Frame มาเยอะ
เหมือนกัน มีช่วงหนึ่งตอนที่กำลังเรียนมหาลัยอยู่ช่วงนั้นผมก็เทรด Time Frame ใหญ่ ๆ ก็สบายดีนะครับ 4H ค่อยดูกราฟทีนึง สามารถกะได้เลยว่าอีก 4H ข้างหน้าต้องดูกราฟหรือไม่
ต้องดูกราฟ แต่ก็ทำใจรับกับการลากยาว ๆ ของ 4H ไม่ได้

ปัจจุบัน ผมใช้อยู่ทั้งหมด 3 Time Frames คือ 5M, 1H, Daily โดย Daily เอาไว้ดูภาพรวมของเมื่อวานว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปิดเป็นแท่งเทียนหน้าตายังไง ที่สำคัญคือสามารถใช้ จุด
สูงสุดของแท่งและจุดปิดของแท่งในการหาโซนเทรด ด้วย หลังจากนั้นก็มาดู 1H เพื่อดูว่าน่าจะไปทางไหน เมื่อเลือกทางแล้วก็จะมาหาจุดเข้าใน 5M ครับ แบบนี้เป็นต้น

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/time-frame/?/

การวิเคราะห์กราฟ Forex และหาราคาเป้าหมายด้วยตัวเอง

การเทรด Forex ให้ได้กำไรอย่างยั่งยืนนั้น นอกจากการบริหารจัดการเงิน (Money management) แล้วทักษะสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เพื่อนๆ นักเทรดควรจะมีคือการการวิเคราะห์กราฟ Forex และหาราคาเป้าหมายด้วยตัวเอง
      ใน จุดนี้เพื่อนๆ นักเทรด Forex ที่เป็นมืออาชีพอยู่แล้วคงหายห่วง เพราะเอาตัวรอดกันได้อยู่แล้ว แต่ผมเป็นห่วงเพื่อนๆ นักเทรดที่เป็นมือใหม่มากกว่า ควรจะฝึกการวิเคราะห์กราฟ Forex และหาราคาเป้าหมายด้วยตัวเองให้มาก อย่ามัวแต่ไปหาบทวิเคราะห์ หรือ signal จากคนอื่น อย่าไปมัวแต่ขอกินปลาจากคนอื่น เพราะสุดท้ายวันใดวันหนึ่ง ถ้าเขาเลิกให้ปลาแล้วเราจะแย่ เราจะต้องฝึกวิธีจับปลา(ตัวโตๆ) ด้วยตัวเองวิเคราะห์เอง เพราะคนที่จะอยู่กับเพื่อนๆ ไปตลอด และคนตัดสินใจลงเงินเปิดออเดอร์ก็คือตัวเพื่อนๆ เองนะครับ ทุกอย่างมักเกิดขึ้นซ้ำๆ แค่หา pattern ให้เจอ
ขั้นตอนการวิเคราะห์กราฟ Forex และหาราคาเป้าหมายด้วยตัวเอง อย่างง่ายสำหรับมือใหม่ ลองเอาไปต่อยอดกันดูนะครับ

1.วิเคราะห์กราฟ Forex จากภาพใหญ่มาภาพเล็ก timeframe ใหญ่ไปหา timeframe เล็ก
ให้ มองภาพใหญ่ก่อนเพื่อวางแผนหลัก แล้วค่อยมาปรับกลยุทธ์การเล่นในส่วนของภาพเล็กๆ ราย 15 นาที หรือ รายชั่วโมงก็ได้ตามถนัดและตามแนวทางการเทรดหลัก ที่เราได้วางเอาไว้
2.ดูแนวรับแนวต้านจุดสำคัญๆ ที่ราคาเคยพักตัว
การเคลื่อนไหวของราคามักเกิดขึ้นซ้ำๆ  เคยไปพักที่จุดใหนมันก็จะไปวนอยู่จุดนั้นแหละ หา pattern ให้เจอแล้วทำกำไรจากมันซะ
ตัวอย่างการวิเคราะห์กราฟ Forex และหาราคาเป้าหมายด้วยตัวเอง

ตัวอย่างกรณีเล่น forex แบบ breakout

วางเป้าหมายแล้วกำหนดแผนการเล่นให้สอดคล้องกัน
และ ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นนักเทรด forex มือเก่าหรือใหม่ควรบันทึกการเทรด บันทึกการเปิดออเดอร์แต่ละครั้งไว้ด้วยนะครับ อาจจะเชพเป็นรูปไว้แล้วใส่ข้อความบ่งบอกอารมณ์ลงไปก็ได้ ว่าในแต่ล่ะครั้งที่เราเปิดออเดอร์เราอยู่ในอารมณ์ใหน พอมาดูที่หลังจะได้รู้ว่าอารมณ์ขณะนั้นและรูปแบบกราฟแบบนั้นมันส่งผลต่อการ ตัดสินใจของเราอย่างไร
ลองทำการบันทึกการเทรดแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักพัก แล้วเพื่อนๆ จะรู้ด้วยตัวเองครับว่า มันส่งผลต่อสัณชาติญาณในการเทรดของเพื่อนๆ อย่างไร
ได้กำไรแล้วถ้ามีโอกาสก็อย่าลืมช่วยเหลือสังคมและคนรอบข้างบ้างนะครับ:-)
หมาย เหตุ: เสริมจากตัวอย่างนะครับ "ข้อสังเกตเล็กๆ สำหรับเพื่อนที่ชอบเล่นเล่น forex แบบแนวรับแนวต้าน และ แบบ breakout คือหลายคนมักจะตั้งปิดเพื่อเอากำไรหรือตั้งเปิดออเดอร์ไว้ที่ราคาตรงแนวนั้น เลย บางคนใจร้อนรีบเข้าเลยไม่รอจบแท่งเทียน อย่าลืมว่าไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่เห็นแนวรับแนวต้านนั้น คนอื่นเขาก็เห็นเหมือนกัน ขาใหญ่เขาก็เห็นเหมือนกัน(เห็นแล้วเขาจะทำยังไงน่าจะนึกออกนะครับ) ลองใช้กลยุทธเข้าทีหลังออกก่อนดู รอแท่งเทียนปิดแล้วมันทะลุจริงเราก็ค่อยเข้า แล้วปิดออเดอร์ด้วยกำไรที่เราพอใจก่อนถึงแนวรับแนวต้านนั้นๆ อย่าลืมตั้ง stoploss และต้องเป็นไปตาม Risk Reward Ratio (R:R) ที่วางไว้ด้วยนะครับ"
ทุกวิธีมีจุดอ่อนเสมอ ไม่มากก็น้อย อยู่ที่ว่าเราจะรู้ใหม เมื่อรู้แล้วจะจัดการกับมันอย่างไร

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   http://www.thaibestforex.com/forex/forex-570/?/

Pending Order คืออะไร ? เค้าใช้ยังไง ?

Pending Order คืออะไร

สวัสดีครับ เพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคน

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินเพื่อนๆเทรดเดอร์พูดกันหลายต่อหลายครั้ง เอร้ย มรึงใช้คำสั่ง Pending Order สิ ส่วนเราก็ทำหน้างงนิดๆแล้วก็ถามตัวเองว่า มันคืออะไรหว่า 555 เออๆ เด๋วกรูลองดู ...

คำว่า Pending Order ผมขอทับศัพท์เลยละกันนะครับ ไม่ขอเขียนเป็นคำไทย เด๋วราชบัญฑิตให้ผมแก้ ถึงกับซวยเลย   Pending Order คือ ประเภทคำสั่งที่เราใช้เพื่อเข้าออเดอร์ แต่ไม่ใช้ ณ เวลานี้ (Marketหรือ Instant Executed) โดยประเภทของคำสั่งในโบรกเกอร์ มีหลายประเภทมาก แต่เราก็นิยมใช้กันก็คือ Instant Execution ถ้าให้ผมแปลก็คือ เข้าทันที ทันใด ณ ราคา ขณะนั้นเลย หรือ ภาษาบ้านๆผมก็คือ เข้าแมร่งเลย 555+  หรือบางโบรกเกอร์ อาจจะใช้คำว่า Market  อีกคำสั่งนึงที่เป็นหัวข้อของเราในวันนี้ก็คือ PendingOrder ก็คือ รอเข้าในราคาที่เราคิดว่า มันจะ... ลงมาถึง  ... ขึ้นไปถึง ... ทะลุไปแล้วชน แล้ววิ่งฉลุยไปเลย หรือปะสาอังกิตหน่อย (เขียนผิดนิดนึง 555 ตั้งใจๆ ) Breakout แล้วไปเลย เป็นต้น . หรือที่ผมพูดบ่อยๆ มรึงจะรีบเข้าไปไหน รอราคามันไปถึงตรงนั้นก่อน ค่อยBuy Limit หรือ ตั้ง Sell limit สวนมันเลย  ..


คำสั่ง Pending Order มันมีสองประเภทใหญ่ๆ คือ


1.คำสั่ง Limit  (อ่านว่า ลีหมิด นะครับ ไม่ใช่ ลิมิต พลาดพิงนิดนึง ) คำสั่ง Limit คือ คำสั่งที่ใช้ตั้งสวนราคา แปลง่ายๆเลยละกัน มีสองประเภท

1.1 Buy Limit  เราจะใช้ก็ต่อเมื่อ ราคามันลง ๆๆ ลงมาเรื่อยๆ เราหาแนวรับได้แล้ว ประมาณว่า เราจะรับซื้อที่ราคานี้แหระ ก็ใช้คำสั่ง Buy Limit ได้เลยในขณะที่ราคายังไม่ถึง และอีกกรณี คือ เราเห็นราคามันขึ้น ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราเข้าไม่ทันละ เราต้องคิดว่า ราคามันไม่ขึ้นอย่างเดียวหรอก มันต้องย่อ ก็หาราคาที่มันจะย่อ หรือหาราคาที่จะพักตัวนั่นเอง เพื่อที่จะเข้าออเดอร์ เมื่อหาราคาย่อได้แล้ว ก็ใช้คำสั่ง Buy Limit ทันที

1.2 Sell limit  ตรงข้ามกับหัวข้อ 1.1 เลยครับ มองกลับกัน หากเราคิดว่า ราคามันขึ้นมาถึงจุดนี้ ซึ่งเป็นแนวต้าน มันเด้งลงแน่นอน เราก็ใช้คำสั่ง Sell limit ตั้งรอมันเลย อีกกรณี กราฟเป็นขาลงอยู่ ก็ต้องคิดว่า มันคงไม่ลงอย่างเดียว มันต้องขึ้นพักตัวบ้างสิ เราก็หาราคาที่กราฟเด้งพักตัว พอหาเจอแล้ว ก็ใส่คำสั่ง Sell Stop  ได้เลยครับ


2.คำสั่ง  Stop  คำสั่ง Stop คือ คำสั่งที่ใช้ตามราคา ตามเทรน  อธิบายความหมายอาจจะไม่เข้าใจ มาดูเลยละกัน มีสองประเภท เหมือนกันครับ

2.1 Buy Stop เราจะใช้คำสั่งนี้ก็ต่อเมื่อ  กรณีแรก เราเห็นราคามันลงๆ ลงมาๆเรื่อยๆ ที่นี้เราจะรอเข้า แต่ราคามันต้องสร้าง Uptrend ก่อน ก็คือ จุดต่ำสุดยกตัวสูงขึ้น จุดสูงสุดก็ยกตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อเรารู้ว่า มันเริ่มยกตัวสูงขึ้นแล้ว ก็ใช้จุดสูงสุดแรก เป็นจุดเข้า  Buy โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่า ถ้าราคาทะลุ High แรกไป ออเดอร์ของเราจะเปิดทันที เราก็ตั้ง Buy Stop ไว้ที่ราคา High แรกเลย

กรณีที่สอง เราเห็นกราฟขึ้นมาสร้างจุดสูงสุด แล้วมันย่อตัวลงไปพักตัว แต่เราคิดว่า ราคามันต้องขึ้นไปต่อแน่นอน เราก็ไปตั้ง Buy Stop ไว้ที่ตำแหน่ง High ถ้าราคาขึ้นมา ออเดอร์ของเราก็จะเปิดทันที

2.2 Sell Stop คำสั่งนี้ก็ตรงข้ามกับหัวข้อ 2.1 ถ้าเราคิดว่า ราคาจะ Breakout Low เดิม ก็ใช้คำสั่ง Sell Stop ตั้งไว้ที่ Low เดิมได้เลย


Note : คำสั่ง Stop โดยส่วนใหญ่จะใช้คำสั่งนี้เพื่อเทรดแบบรอราคาทะลุ (Breakout Trading )


นอก จากนี้เรายังสามารถ แก้ไขออเดอร์ที่เราได้ตั้งไว้ (Pending Order) สามารถแก้ได้ทั้งราคาที่จะเข้า (Entry Price ) ราคาตัดขาดทุน (Stop Loss )  ราคาเป้าหมาย (Target Price ) รวมทั้งปรับขนาดของปริมาณการซื้อปริมาณการซื้อ ขายของเรา (Volume lot size) ได้อีกด้วย โดยการคลิกขวาที่ออเดอร์ที่เราเข้าไว้ที่ Terminal (Ctrl+T)

ลองเอาไปใช้กันนะครับ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆเทรดเดอร์ทุกคน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/pending-order-569/?/