RSS
Showing posts with label แนวรับ. Show all posts
Showing posts with label แนวรับ. Show all posts

Fibonacci มือใหม่ควรใช้

Fibonacci เป็นเครื่องมือเครื่องมือที่ใช้วัดหา แนวรับ –แนวต้านและหาราคาเป้าหมายของราคาในตลาดForex เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้กันมากเพราะ Fibonacci ใช้ง่าย และเป็นพื้นฐานที่เราควรจะรู้
สัดส่วนของ fibonacci ได้แก่ 0 (0%) , 0.236(23.6%) ,0.382(38.2%) ,0.500(50%),0.618(61.8%) , 0.764(76.4%) , 1.00(100%), 1.382(138.2%) , 1.618(161.8%) , 2.618(261.8%) และ 4.236(423.6%) ดังรูปด้านล่าง


วิธี การใช้ Fibonacci ก่อนอื่น เรามาตั้งค่า Fibonacci ในโปรแกรม Mt4 ของเราก่อน ถ้าใครยังไม่รู้ ให้ไปดาวโหลดและดูวิธีการสมัครขั้นตอนการติดตั้งโปรแกรม Mt4 สำหรับเทรด forex
เลือก Fibonacci โดยเข้าไปที่ Insert >> Fibonacci >> Retracement แล้วก็เอามาลากบนกราฟ โดย Fibonacci แบบเดิมๆ ที่ให้มากับ Mt4 จะไม่มีราคาติดอยู่ที่ระดับต่างๆของ Fibonacci ดังรูปด้านล่าง


- เมื่อเรามี Fibonacci อยู่บน Chart แล้ว ให้ คลิกขวาที่ Chart เลือก Objects List แล้วเลือก Fibo จากนั้นเลือก Edit
- เมื่อคลิกที่ Edit แล้ว ให้คลิกที่ Fibo Levels จากนั้นให้เติมคำว่า =%$ ลงไปต่อท้ายที่ช่อง Descriptions ทุกตัว
Edit-fibo


- เมื่อ ทำเสร็จแล้วจะได้ดังรูป


การใช้ Fibonacci Retracement
1. ใช้เพื่อหาแนวรับแนวต้าน (Support and Resistance)
-หา จุดต่ำสุด(Low) และ หาจุดสูงสุด High ก่อน โดยหาจากยอดคลื่นล่าสุด และ ก้นบึ้งล่าสุด ดังรูป


เมื่อ ราคาได้เคลื่อนตัวลงมาแล้ว ราคาจะขึ้นไปปรับตัวที่ระดับ Fibonacci Retracement 38.2 , 50.0 และ 61.8 เราสามารถใช้ จุดเหล่านี้เป็นแนวต้านของราคาได้ ถ้าราคาไม่สามารถผ่านแนวต้าน (resistance ) นี้ได้ ราคาก็จะปรับตัวลงต่อ และมาทดสอบที่ Low เดิม แต่ถ้าสามารถผ่าน แนวต้านนี้ได้ ราคาก็จะกลับไปทดสอบ High เดิม เช่นเดียวกัน
2.ใช้ Fibonacci Retracement เพื่อหาราคาเป้าหมาย (Target price )
-ทุกๆ ครั้งที่เราทำการเข้าเทรด เมื่อเข้าไปแล้ว เราก็ต้องหาราคาเป้าหมาย ว่ามันควรจะไปถึงไหน ซึ่ง Fibonacci Retracement สามารถบอกเราได้ ว่ามันควรจะไปแค่ไหน แต่จงจำไว้นะครับ ว่าทุกอย่างเป็นเพียงแค่การคาดการณ์ ไม่ได้ตรงแปะเสมอไป


จาก รูปด้านบน จะเห็นว่า ราคาสวิงขึ้นจาก Low ไปที่ High แล้วราคามีการปรับตัวลงมา ตำแหน่งที่ปรับฐาน หรือ แนวรับ ที่เราควรจะสังเกตก็คือ ที่ระดับ Fibonacci Retracement 61.8 , 50.0 และ 38.2 จากรูปด้านบนจะเห็นว่าราคาไม่สามารถผ่าน 50.0 ไปได้ หรือบางครั้งเราอาจจะเรียกตำแหน่งนี้ว่า Pivot Point เมื่อราคาดีดตัว ตรงนี้ เราก็คาดการณ์ได้เลย ว่ามันต้องขึ้นแน่ๆ ก็ เปิด Long (Buy) ได้เลย แล้ว ตั้ง TARGET ไว้ที่ Fibonacci Retracement 161.8
หวังว่าวิธีนี้คงเป็นประโยชน์ กับเพื่อนๆนะครับ หากมีข้อสงสัยอะไร สามารถ Comment ไว้เลยนะครับ ผมจะกลับมาตอบให้

 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/fibonacci-653/?/

Pivot Point


 เครื่อง มืออีกชิ้นหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ท่านรู้จัก คือ Pivot Point เทรดเดอร์มืออาชีพ และ Market Maker นิยมที่จะใช้ Pivot point นี้มาเป็นเครื่องมือในการหาแนวรับแนวต้านที่สำคัญ ที่อาจเกิดการกลับตัวของราคาได้ในระดับแนวรับแนวต้านนั้นๆ เราอาจเห็นว่า Pivot point นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Fibonacci อยู่มากทีเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทั้งสองอย่างก็คือการใช้ Fibonacci เราสามารถเลือกจุดสวิงสูงสุด และต่ำสุดได้ตามที่เราต้องการ แต่การใช้ Pivot point เราจะไม่สามารถเลือกสวิงได้ แต่เราจะใช้ค่าเดียวที่ได้จากการคำนวณ
เจ้า Pivot point นี้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น ที่กำลังมองหาความได้เปรียบในการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในระยะสั้น สามารถใช้ในการเล่น Swing trade โดยใช้หาจุดกลับตัวของราคา รวมทั้งยังสามารถหาจุด Breakout ของราคา และ ยังใช้ในการดูแนวโน้มระยะสั้นของแต่ละวันได้อีกด้วย
ตัวอย่างหน้าตาของ Pivot point


 การคำนวณหา Pivot point
การ คำนวณ ระดับของ Pivot point และเส้นแนวรับ - แนวต้าน จะถูกคำนวณจากราคา  ราคาสูงสุด(H) , ราคาต่ำสุด(L) และ ราคาปิด (C) ของวันก่อนหน้านี้ และตั้งแต่ที่ตลาด Forex มีการเปิดทำการ 24 ชั่วโมง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดตลาดนิวยอร์ก คือ 04:00 EST เป็นเวลาปิดของตลาด
การคำนวณหา Pivot Point มีดังต่อไปนี้
Pivot point (PP) = (High + Low + Close) / 3

แนวรับแนวต้านที่ใช้ร่วมกัน จะถูกคำนวณหาจากค่าของจุด Pivot point ที่ได้อีกทีหนึ่ง
แนวต้านที่ 1 (R1) = (2 x PP) - Low
แนวรับที่ 1 (S1) = (2 x PP) - High

แนวต้านที่ 2  (R2) = PP + (High - Low)
แนวรับที่ 2   (S2) = PP - (High - Low)

แนวต้านที่ 3  (R3) = High + 2(PP - Low)
แนวรับที่ 3 (S3) = Low - 2(High - PP)

นี่ คือหลักในหารคำนวณ แต่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณเหล่านี้เลย เพราะมีโปรแกรมที่ช่วยคำนวณหาทุกอย่างให้คุณอย่างเสร็จสรรพ หรือแม้แต่ Indicator ที่คุณสามารถนำมาใส่ในกราฟแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมานั่งคำนวณเอง และในบางโปรแกรมยังให้รายละเอียดมากกว่าการคำนวณด้านบนด้วยซ้ำ คือมีการเพิ่มจุดกึ่งกลางระหว่างเส้นต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งเส้นกึ่งกลางที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรเหมือนกับเส้นหลัก แต่ก็แค่มีเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ดังตัวอย่างในภาพ

Pivot Point


การใช้งาน Pivot Point
การ ใช้งาน Pivot point อย่างแรกเลยก็คือ ใช้เป็นแนวรับแนวต้านได้เป็นอย่างดี เพราะราคามันจะมาเทสที่เส้น ยิ่งมาเทสบ่อย แล้วไม่วิ่งผ่านทะลุไป หมายความว่าแนวรับ หรือแนวต้านนั้นมีความแข็งแกร่งมาก แสดงว่ามีแนวโน้มมาก ที่ราคาจะมีการกลับตัวได้ในตำแหน่งนั้นๆ
เมื่อราคาวิ่งมาอยู่บริเวณ Pivot point จะส่งสัญญาณที่ดีในการเทรดว่าควรจะเปิด Buy หรือ Sell และควรตั้ง TP และ SL ไว้ที่ไหน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ถ้าราคาอยู่เหนือเส้น Pivot จะแสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น และ ถ้าต่ำกว่าเส้น Pivot ก็จะแสดงแนวโน้มขาลง บางคนจึงใช้จุดนี้ในการเข้าเทรดได้แบบง่ายๆ คือ ราคาอยู่เหนือ Pivot point ก็บาย ต่ำกว่า Pivot point ก็เซล ตามไป SL แค่เหนือน หรือต่ำกว่า จุด Pivot point ง่ายมั้ยคะ !!
ส่วนถ้าคุณเห็น ราคาอยู่ใกล้กับเส้นแนวต้านด้านบน คุณก็เซลลงมา และตั้ง SL เหนือระดับแนวต้านนั้น หรือถ้าคุณเห็นราคาอยู่เหนือเส้นแนวรับ คุณก็บายขึ้นไป และตั้ง TP ที่แนวต้านด้านบน และ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับนั้น หรือห่างออกไปอีกแนวรับหนึ่ง ซึ่งก็แล้วแต่สถานการณ์และวิจารณญาณในขณะนั้นของแต่ละคน


ก็ เหมือนกันแนวรับแนวต้านทั่วๆไป Pivot point นั้นก็ต้านราคาไม่อยู่ตลอดไป บางครั้งราคาอาจจะวิ่งทะลุเส้นไปเป็น Breakout และบางทีราคาก็มาไม่มาเทสที่เส้นแนวรับแนวต้านต่างๆ อาจจะวิ่งมาแค่เฉียดๆ หรือ อยู่ในระยะที่ใกล้เคียง ก็เพราะมันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ดังนั้นบางครั้งถ้าเรามัวแต่รอให้ราคาวิ่งมาชนที่เส้น เราก็อาจพลาดจังหวะการเข้าออเดอร์ได้ เราลองมาดูตัวอย่างกัน ที่ EUR/USD TF M15


 เรา จะเห็นว่า EUR/USD วิ่งขึ้นเป็นเทรนอย่างแข็งแกร่งตลอดทั้งวัน เราเห็นว่าราคาเปิดขึ้นเป็น Gap ขึ้นไปเหนือเส้น Pivot point ราคาวิ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนที่จะปรับระดับลดลงมาใกล้ๆ กับ ระดับ R1 แต่ไม่มาแตะที่เส้น แล้วในที่สุดก็พุ่งทะลุระดับ R2 ขึ้นไป 50 จุด ซึ่งถ้าในกรณีนี้คุณ ได้ตัดสินใจเข้าบาย ตอนที่เห็นราคาวิ่งทะลุเส้น R2 ขึ้นไป คุณก็จะทำกำไรได้ แต่ถ้าคุณรอที่จะให้ราคามาเทสที่เส้น R1 ก่อน คุณก็ต้องพลาดโอกาสไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในตัวอย่างราคาไม่ได้กลับลงมาเทส ที่ R1 และ R2 เลย และสังเกตว่าราคาวิ่งไปถึง R3 เลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ ตามถ้าคุณยึดหลักการเข้าออเดอร์แบบก้าวร้าว คุณก็อาจโดนหลอกได้จากการพักตัวครั้งแรกของราคา ถ้าจุด SL ของคุณใกล้เกินไปราคาก็อาจจะวิ่งไปโดนได้ และต่อมาคุณก็อาจเห็นว่าราคามันทะลุมาได้ในที่สุด
หลังจากที่คุณจะเห็น ว่าราคาทะลุผ่านแนวต้านไปแล้ว มันก็จะกลับมาเทสเส้นแนวต้านที่มันเพิ่งผ่านทะลุไปเช่นกัน และสังเกตว่าราคาได้กลับตัวในวันต่อมาโดยปรับตัวลดลงทะลุแนว R3 ตอนนี้ก็เป็นโอกาสในการเปิดเซล เมื่อราคากลับมาเทสที่เส้น R3 (ตามภาพ)
จงไว้ว่า เมื่อแนวรับถูกทำลายมันจะกลายเป็นแนวต้านแทน (ตามหลักการ แนวต้าน กลายเป็นแนวรับ แนวรับ กลายเป็นแนวต้าน)

ไม่ ว่าเราจะใช้เครื่อมือใดๆก็ตามแต่ อย่างไรซะในการเทรดมันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยพาะอย่างยิ่งในตลาด Forex ที่มีความผันผวนสูง ดังนั้นเราจึงควรมีเงื่อนไขในการเทรดด้วย ว่าเมื่อไหร่เราควรทำอะไร ต่อไปนี้เป็นภาพตัวอย่างการตั้ง TP และ SL


สังเกต ว่า เมื่อราคาวิ่งผ่านแนวต้านแต่ละแนวไป เราจะเซท SL ไว้ที่ใต้แนวรับนั้นๆ ส่วน เป้าหมายราคาหรือ TP ก็จะเป็นแนวต้านต่อๆไป หรือ ถ้าเป็นในทางกลับกัน ราคาวิ่งลงมา เราก็จะเซท SL ไว้ที่เหนือแนวต้าน แล้ว TP ที่แนวรับถัดๆไป นี่เป็นหลักการเบื้องต้นง่ายๆในการใช้ Pivot point ในการเทรด ประโยชน์ของมันเล็กน้อยแต่มากมายมหาศาลสำหรับคนที่รู้จักการนำมาปรับใช้

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/pivot-point/?/

การใช้ Ichimoku , Ichimoku

การใช้ Ichimoku , Ichimoku

Ichimoku เป็น Indicator ตัวหนึ่งที่อยู่ในโปรแกรม MT4 เมื่อเปิด Ichimoku ขึ้นมา หลายๆคนคงจะงงกับเส้นต่างๆซึ่งอยู่บน Chart เพราะIchimoku มีส่วนประกอบอยู่หลายเส้นมากๆ ซึ่งส่วนประกอบของ Ichimoku มีดังนี้



1.Tenkan Sen (สีแดง ) Tenkan Sen แสดงค่าเฉลี่ยของราคาในระหว่างช่วงเวลาแรกจะกำหนดโดยผลรวมของค่าสูงสุดกับ ค่าต่ำสุดภายในช่วงเวลานี้ Tenkan Sen ถูกกำหนดโดย
Tenkan Sen =(Highest high +Lowest low)/2 คำนวณย้อนหลังไป 9 ครั้งในช่วงเวลานั้น(ค่าเริมต้นถูกตั้งค่าไว้ที่ 9 )
2.Kijun Sen (สีน้ำเงิน) Kijun Sen แสดงค่าเฉลี่ยของราคาในระหว่างช่วงเวลาที่สอง หรือ base line
ซึ่ง Kijun Sen คำนวณได้จาก (Highest high +Lowest low)/2 คำนวณย้อนหลังไป 26 ครั้งในช่วงเวลานั้น( ค่าเริมต้นถูกตั้งค่าไว้ที่ 26)
3.Senkou Span A (เส้นสีเหลือง) แสดงค่ากึ่งกลางของระยะระหว่างสองเส้นก่อนหน้านั้นถูก Shift ไปด้านหน้าโดยค่าของช่วงเวลาที่สอง(26) ซึ่ง Senkou Span A หาได้จาก
Senkou Span =(Tenkan Sen +Kijun Sen )/2 ถูก plot ไปข้างหน้า 26 ครั้ง ในช่วงเวลานั้น
4.Senkou Span B (เส้นสีขาว) แสดงค่าเฉลี่ยของราคาในระหว่างช่วงเวลาที่สาม ถูก shift ไปด้านหน้าโดยค่าช่วงเวลาครั้งที่สอง (highest high +Lowest)/2 คำนวณย้อนหลังไป 52 ครั้งในช่วงเวลานั้น (ค่าเริ่มต้นตั้งค่าไว้ที่ 52 )ถูก plot ไปด้านหน้า 26 ครั้ง
5. Chinkou Span หรือ Lagging Span (เส้นสีเขียว) Chinkou Span ถูก plot ย้อนหลัง 26 ครั้ง เส้นสีเขียว Chinkou Span แสดงโดยราคาปิดปัจจุบันถูก shift ย้อนหลังไป โดยหลักการทั่วไปของ Senkou Span คือ


เส้นประที่อยู่ภายใน Senkou Span คือ Cloud หรือที่เรียกกันว่า Kumo

ระยะระหว่างทั้งสองเส้นของ Senkou Span เป็นเส้นประไข่ปลาสีต่างๆ จะถูกเรียกว่า ก้อนเมฆ(Cloud)หรือเรียกว่า Kumo
เส้น Senkou Span ทั้งสองถูกดันไปข้างหน้าในช่วงเวลานั้นๆจะแสดงแนวรับและแนวต้านในอนาคต เมื่อราคาทะลุแนวรับที่เกิดจาก Senkou เส้นเหล่านี้ก็จะกลายเป็นแนวต้าน Senkou ไม่สามารถบอกเทรนได้แต่จะเป็นแนวรับแนวต้าน

- ถ้าราคาอยู่เหนือกลุ่มเมฆ Senkou Span เส้นแรกจะเป็นแนวรับแรก( first support) และ Senkou Spanเส้นที่สองจะเป็นเส้นแนวรับที่สอง (second support)


- ถ้าราคาอยู่ต่ำกว่ากลุ่มเมฆ Senkou Span เส้นแรกจะเป็นแนวต้านแรก (First Resistance) และ Senkou Span เส้นที่สองจะกลายเป็นแนวต้านที่สอง(Second Resistance )
Ex1


Ex2


- ถ้าราคาอยู่ระหว่างสองเส้น Senkou Span นี้ แสดงว่าตลาดไซเวย์ ไม่มีแนวโน้ม เส้นด้านบนของ Senkou Span คือ แนวต้าน และเส้นด้านล่างของ Senkou Span คือ แนวรับ
Ex.1


Ex.2


นี่คือส่วนประกอบหลักๆ ของ Ichimoku แรกๆอาจจะยากหน่อยนะครับ พอดูไปเรื่อยๆ เราจะสามารถเข้าใจเส้นต่างๆที่อยู่ใน Ichimoku


บทสรุปของการใช้ Ichimoku แบบสมบูรณ์
เนื่อง จาก Ichimoku มันมีส่วนประกอบย่อยๆหลายเส้น ผมจึงแยกเขียนออกมาเป็นหัวข้อๆ เพื่อให้เพื่อนๆทุกคนได้เข้าใจหลักการณ์ของเส้นแต่ละเส้นของ Ichimoku โดยเขียนไว้ตั้งแต่หัวข้อที่ 1-5 ดังนี้
1.หลักการทั่วไปของ Senkou Span ใน Ichimoku
2.หลักการทั่วไปของTenkan Sen ใน Ichimoku
3.หลักการทั่วไปของ Kijun Sen ใน Ichimoku
4.หลักการของ Tenkan sen Vs. Kijun Sen เมื่อสองเส้นนี้มันตัดกัน
5.หลักการของ Chikou Span ใน Ichimoku
6.การใช้ Ichimoku เต็มรูปแบบ(ตอนจบ)

 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/ichimoku-ichimoku/?/

Chart Pattern รูปแบบซ้อนทับ

Chart Pattern รูปแบบซ้อนทับ


Chart Pattern by Thaiforexschool
รูป แบบกราฟหรือ Pattern นั้น คือรูปแบบของราคาที่เคลื่อนที่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถใช้ในการคาดการณ์ถึงภาวะราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้รูปแบบกราฟอาจมีรูปแบบที่ต่างๆขึ้นมาก่อนที่จะเป็นรูปแบบใหญ่ที่เรา วิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะเชื่อมต่อกันหรืออยู่ภายในรูปแบบใหญ่นั้นเอง รูปแบบกราฟเช่นนี้เรียกว่า “รูปแบบซ้อนทับ” รูปแบบซ้อนทับคือ การที่ราคากำลังจะทำ Pattern อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะที่กำลังทำส่วนประกอบของ Pattern นั้นอยู่ ราคาได้มีการทำ Pattern ซ้อนขึ้นมา ซึ่งทำให้คาดการณ์ถึงภาวะตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ยากยิ่งขึ้น หรือจะเรียกอีกนัยคือ ราคากำลังทำPattern หลัก ในขณะที่กำลังทำนั้น ราคาได้มีการทำ Patternรอง ซึ่ง Patternรองนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของ Patternหลัก เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่ง Patternที่เป็น Patternรอง และสามารถเกิดได้ทุกรูปแบบของ Chart Pattern   คือ
1. รูปแบบกลับตัว (Reversal Patterns)
2. รูปแบบต่อเนื่อง (Continuous Patterns)
3. รูปแบบที่เป็นไปได้ทั้งสองทาง (Bilateral Patterns)
จน หลายครั้งทำให้เราไม่แน่ใจถึง Pattern หลักว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่เพราะPatternรองที่เกิดขึ้นนั้นอาจขัด แย้งกับPatternหลักที่กำลังจะเกิด ทำให้เราพลาดโอกาสในการทำกำไรได้
รูปแบบซ้อนทับนั้นแบ่งออกเป็น3 ลักษณะดังนี้
รูปแบบซ้อนทับขัดแย้ง
รูปแบบซ้อนทับทางเดียวกัน
รูปแบบซ้อนทับผิดทาง

รูปแบบขัดแย้ง เป็นรูปแบบที่ รูปแบบรองนั้นที่เกิดขึ้นนั้น มีการขัดแย้งกับรูปแบบหลัก ยกตัวอย่างเช่น
- รูปแบบหลักกำลังทำ Reversal Patterns แต่รูปแบบรองเป็น Continuous Patterns
- รูปแบบหลักกำลังทำ Continuous Patterns แต่รูปแบบรองเป็น Reversal Patterns
-รูปแบบหลักกำลังทำ Reversal Patterns แต่รูปแบบรองทำ Bilateral Patterns
ซึ่ง จากตัวอย่างจะให้ได้ว่า รูปแบบหลักและรูปแบบรองนั้นมี Chart Pattern ที่ขัดแย้งกัน ทำให้ เราอาจเกิดความไม่แน่ใจถึงแนวโน้มในรูปแบบหลักว่าจะไปตามที่คาดการณ์ไว้ได้ 









รูป แบบซ้อนทับทางเดียวกัน เป็นรูปแบบที่ส่งเสริมรูปแบบหลัก คือทั้งรูปแบบหลักและรูปแบบรองจะ Chart Pattern ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันยกตัวอย่างเช่น  รูปแบบหลักกำลังทำ
-Reversal Patterns รูปแบบรองทำ Reversal Patterns
- รูปแบบหลักกำลังทำ Continuous Patterns รูปแบบรองทำ Continuous Patterns
***หมาย เหตุ รูปแบบซ้อนทับทางเดียวกัน จะไม่มี Chart Pattern  Bilateral Patterns***   เนื่องจาก Bilateral Patternsเป็น Patternที่ไปได้ทั้งสองทาง จึงไม่สามารถบอกได้ชัดแจ้งว่าจะมีพฤติกรรมของราคาที่ส่งเสริมกันหรือไม่ รูปแบบซ้อนทับทางเดียวกันจะยิ่งทำให้เรามั่นใจถึงพฤติกรรมราคาในรูปแบบหลัก มากยิ่งใหญ่






รูป แบบซ้อนทับผิดทางเป็นรูปแบบที่ หลอกตามักเกิดตอนที่ รูปแบบหลักใกล้จะสมบรูณ์ แต่เกิดการทะลุในทิศทางตรงข้ามกับเป้าหมายของรูปแบบหลักก่อนจากนั้นจึงเกิด รูปแบบรองที่ ในลักษณะที่ไปทางเดียวกันกับรูปแบบหลัก รูปแบบซ้อนทับผิดทางมักจะทำให้เราเสียโอกาสในการทำกำไรสูงเพราะ  ดูเหมือนราคาจะไม่สามารถทำรูปแบบหลักได้อีกแต่กลับมีรูปแบบรองเกิดขึ้นและทำ ให้ ราคากลับตัวไปตามทิศทางเป้าหมายของรูปแบบหลัก

การมองรูป แบบซ้อนทับให้ออกนั้น เราต้องอาศัยการมองรูปแบบกราฟเป็นภาพรวม รู้จักการแบ่งกลุ่มราคาที่ทำจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดแล้วแยกรูปแบบออกมาว่ารูป แบบราคาไหนเป็นรูปแบบหลัก รูปแบบรอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรูปแบบหลักจะเป็นรูปแบบที่ใหญ่กว่ารูปแบบรอง


วิธี การทำกำไรนั้น เมื่อเกิดรูปแบบซ้อนทับเราสามารถทำกำไรได้จากรูปแบบรอง โดยพิจารณาจุดเข้าและจุดออกตามแนวรับแนวต้านจากรูปแบบหลักเมื่อหมดรอบของรูป แบบรองแล้ว ก็มาดูแนวโน้มว่ารูแบบรองที่เกิดขึ้นเสร็จแล้วนั้น ทำให้ราคาจะเป็นไปตามรูปแบบหลักอยู่อีกหรือไม่  ซึ่งต้องอาศัยการดู พฤติกรรมของราคาหรือPrice Action ประกอบจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดในดียิ่งขึ้น


วิธี การทำกำไรนั้น เมื่อเกิดรูปแบบซ้อนทับเราสามารถทำกำไรได้จากรูปแบบรอง โดยพิจารณาจุดเข้าและจุดออกตามแนวรับแนวต้านจากรูปแบบหลักเมื่อหมดรอบของรูป แบบรองแล้ว ก็มาดูแนวโน้มว่ารูแบบรองที่เกิดขึ้นเสร็จแล้วนั้น ทำให้ราคาจะเป็นไปตามรูปแบบหลักอยู่อีกหรือไม่  ซึ่งต้องอาศัยการดู พฤติกรรมของราคาหรือPrice Action ประกอบจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดในดียิ่งขึ้น

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/chart-pattern/?/

คุณต้องมีลูกน้อง

fund ใหญ่ๆ มักมีระบบเทรดอัติโนมัติ เพราะเขาเป็นองค์กรแสวงผลกำไร ดังนั้นเข้าจึงต้องทำทุกวิถีทางให้เกิดกำไร โดยมีทั้งเทรดเดอร์ประจำ fund และ ระบบอัติโนมัติ ช่วยตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าองค์กรใหญ่ๆ ยังไม่ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเราจะนำมันมาประยุกต์ให้เข้ากับเราได้อย่างไร ?

1.คุณต้องเป็นเทรดเดอร์ที่มีระบบส่วนตัวที่สามารถทำกำไรได้
2.คุณต้องมีผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์ คือ อีเอ (ที่คุณเข้าใจการทำงานของมันจริงๆ)
3.คุณต้อง MM โดยที่มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อบัญชีของ Fund ของคุณ
4.หากคุณต้องการเดิมพัน กับตลาด คุณต้องมั่นใจว่าคุณมีโอกาสถูกทางมากกว่า 90%
5.ลูกน้องคุณคือเงินของคุณ และผู้จัดการคุณคือ อีเอ ส่วนคุณคือ นักลงทุน
6.คุณ ต้องไว้ใจผู้จัดการของคุณ หน้าที่ของคุณคือคอยติดตามการทำงานของ ผู้จัดการของคุณ หากเมื่อไหร่ ผู้จัดการของคุณ บริหารผิดพลาดมากเกินแนวรับ (หลุดเทรนขาขึ้น) นั่นหมายความว่า ผู้จัดการของคุณ เริ่มมีปัญหาเสียแล้ว คุณควรจะพักงานเขา ให้เขาไปพักร้อนสักระยะ ก่อนจะกลับมาทำงานอีกครั้ง
7. คุณควรรู้ว่าผู้จัดการคนนี้ มีความสามารถในการทำกำไรให้แก่คุณในสภาวะตลาดแบบใด และการบริหารของเขา มีลักษณะแบบใด เช่น อึดถึก กล้าได้กล้าเสีย ตัดสินใจรวดเร็ว แต่มักจะได้ผลตอบแทนต่ำๆ
8. คุณสามารถมีผู้จักการกองทุนของคุณได้มากกว่า 1 แต่คุณต้องรู้ว่าการ นำผู้จัดการคุณหลายคนมารวมกัน มันอาจจะทำให้คุณต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นเวลาเขาเหล่านั้นบริหารกองทุนของ คุณผิดพลาดพร้อมๆกัน
9.กองทุนที่ไม่มีคุณภาพ เพราะผู้บริหารใช้ทุนในการบริหารมากเกินไป แต่กำไรน้อย
10.กองทุนที่มีคุณภาพ มักใช้ทุนในการบริหารที่น้อย แต่มีผลกำไรสูง

วันนี้คุณมีกองทุนส่วนตัวกันหรือยังครับ ? 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t585/?/